Arambros พาเที่ยวญี่ปุ่น อดีตอันบอบช้ำ กับปัจจุบันที่สดใส Nagasaki

DSC_7890

Konnichiwa ครับเพื่อนๆทุกคน วันนี้ขอทักทายกันเป็นภาษาญี่ปุ่น พร้อมจะพาเพื่อนๆไปเที่ยวเมืองนางาซากิกันครับ ตามที่ผมจั่วหัวเรื่องไว้ว่า อดีตที่บอบช้ำ จากเหตุการณ์ที่เมืองนางาซากิแห่งนี้ได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากระเบิดปรมาณูในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ในปัจจุบันถือว่า นางาซากิ เป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีเสน่ห์และความสวยงามชวนให้นักท่องเที่ยวทั้งหลายมาเยี่ยมชมกัน

DSC_8672

Harbour View ของเมืองนางาซากิจากบริเวณสวน Clover Garden

ผมตั้งต้นการเดินทางจากเมืองฟูกุโอกะด้วยบริการของรถไฟ JR สาย Ltd. Exp Kamome โดยใช้เวลาเดินทางโดยประมาณสองชั่วโมง (สำหรับเพื่อนที่จะเช็คตารางเวลารถไฟของญี่ปุ่นนั้นทำได้โดยสะดวกมากเพียงคลิ้กไปที่ http://www.hyperdia.com ครับ) มาถึงนางาซากิผมก็ตรงไปซื้อตั๋ว 1 Day Pass สำหรับรถราง ในราคา 500 เยนเพื่อใช้เดินทางภายในนางาซากิ (เส้นทางครอบคลุมเกือบทุกจุดท่องเที่ยว คุ้มค่ามากครับ)

A3

จุดซื้อตั๋ว Tram One Day Pass ในสถานีนางาซากิ

DSC_8628

รถรางที่คอยให้บริการในนางาซากิ

เมื่อทุกอย่างพร้อม จุดหมายแรกที่ผมจะไปคือ Peace Park (สถานีรถราง Matsuyamamachi) สวนแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1955 โดยภายในสวนจะมีงานปะติมากรรมต่างๆจากทั่วโลกที่สื่อแสดงถึง สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ และไฮไลท์สำหรับสวนแห่งนี้คงเป็นอนุสาวรีย์ของชายที่มือข้างขวาชี้ขึ้นไปบนฟ้า อันหมายถึงการเตือนภัยอันตรายของเจ้าปรมาณู ส่วนมือข้างซ้ายจะอยู่ในแนวขนานอันหมายถึงสันติภาพจงมีตลอดไป

DSC_7890

จาก peace park เราสามารถเดินต่อไปยัง Atomic Bomb Museum ที่จัดแสดงถึงประวัติความเป็นมาของการทิ้งระเบิดปรมาณู อะไรเป็นสาเหตุและทำไมต้องเป็นนางาซากิ และยังได้แสดงถึงผลกระทบต่างๆที่เกิดขึ้นมาจากเจ้าปรมาณู Fatman (อ่านบทความของเหยื่อพร้อมรูปภาพแล้วน้ำตาซึมเลยครับ)

DSC_7900

ทางเดินวนลงมายังส่วนจัดแสดงของ Atomic Bomb Museum

DSC_8615

นาฬิกาที่แสดงเวลา 11.02 ที่เจ้าปรมาณู Fatman ถูกทิ้งลงมายังนางาซากิ

ออกจาก Atomic Bomb Museum ผมมุ่งหน้าไปย่าน China Town ของเมืองนางาซากิ (สถานีรถราง Tsukimachi) เพื่อไปแวะทานบะหมี่ Champon ที่เป็นการผสมผสานของอาหารจีนและญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นอาหารพื้นถิ่นของเมืองนางาซากิเลยครับ (ยังมีอีกอย่างที่ผมไม่ได้ชิม Kakuni Manju หรือซาลาเปาไส้หมูสามชั้นนั่นเองครับ)

A1

ซุ้มประตูทางเข้า China Town

A2

บะหมี่ Champon

อิ่มท้องแล้วก็ออกเที่ยวกันต่อ ผมมุ่งหน้าต่อไปที่ Glover Garden (สถานี Ouratenshudo-shita) ในยุคหนึ่งของเมืองนางาซากิได้เปิดรับการค้าขายกับชาวตะวันตก และที่บริเวณ Minami-Yamate ถูกจัดให้เป็นโซนที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติ ภายในสวนแห่งนี้มีบ้านโบราณที่เคยเป็นที่อยู่อาศัยของพ่อค้าชาวตะวันตก รวมไปถึงพิพิธภัณฑ์ให้เดินชมอย่างเพลิดเพลิน

DSC_8654

Former Mitsubishi No.2 Dock House

Thomas Blake Glover พ่อค้าชาวสก็อตแลนด์ ได้เดินทางมาญี่ปุ่นในปี 1859 และถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทในการนำเทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ๆเกี่ยวกับการต่อเรือ และการทำเหมืองแร่มาสู่ญี่ปุ่น และบ้านพักของท่านก็ถือว่าเป็นบ้านพักสไตล์ตะวันตกหลังแรกในญี่ปุ่น

DSC_7920

Glover Residence

ผมปิดท้ายการเที่ยวในนางาซากิ โดยการไปขึ้น Nagasaki Ropeway (ผมนั่งรถรางลงสถานี Takaramachi แล้วเดินไปยังสถานี Ropeway อีกประมาณยี่สิบนาทีหรือถ้าไม่อยากเดินสามารถลงที่สถานี Nagasaki station แล้วต่อรถบัสสาย 3 หรือ 4 ได้ครับ) ไปบนยอดเขา Mount Inasa เพื่อไปชมวิวเมืองยามค่ำคืนของนางาซากิ ที่ถือว่าเป็นเป็นวิวที่สวยที่สุดหนึ่งในสามของญี่ปุ่น (อีกสองที่ก็ Mount Hakodate กับ Mount Rokko ครับ)

DSC_8729-2

วิวจากบน Ropeway

Mount Inasa นั้นมีความสูง 333 เมตรจากระดับน้ำทะเล ใช้เวลา 5 นาทีสำหรับการเดินทางโดย Ropeway ส่วนราคาไปกลับสำหรับ Ropeway 1230 เยนครับ

DSC_8749-2

อาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า Mount Inasa

DSC_8766-2

วิวยามค่ำคืนที่สวยงามของเมืองนางาซากิ

สำหรับผมการมาเที่ยวนางาซากิในครั้งนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทริปที่ประทับใจในการมาเที่ยวญี่ปุ่น ผมได้พบกับเมืองที่เคยผ่านการบอบช้ำในอดีต แต่ปัจจุบันนั้นกลับเต็มไปด้วยเสน่ห์และความสวยงามที่รอให้นักเดินทางทั้งหลายมาเยี่ยมชมกันครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s