มะละกา มรดกโลกมาเลเซีย

มะละกาดินแดนที่ในประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นศูนย์กลางทางการค้าของโลกตะวันออกและตะวันตก และดินแดนแห่งนี้ผ่านการปกครองในยุคสมัยอาณานิคมทั้งจาก โปรตุเดส ฮอลันดา อังกฤษ เรื่อยมาจนถึงญี่ปุ่นในช่วงเวลาสั้นๆและกลับมาอยู่ภายใต้อาณานิคมอังกฤษอีกครั้ง ก่อนที่มาเลเซียจะประกาศอิสรภาพในปี 1957 จากการที่ผ่านการปกครองมาจากชาติตะวันตกหลายชาติ จึงทำให้ภายในเมืองมะละกามีสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันระหว่างศิลปะโปรตุเกส ดัตช์ จีนและมาเลย์

มะละกาจัดเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเมืองหนึ่งในมาเลเซีย ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์โรงแรมที่พักจะถูกจองเต็ม ทั้งจากนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศโดยเฉพาะชาวสิงคโปร์ที่นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวและชิมของกินเอร็ดอร่อยต่างๆในมะละกา ไม่ว่าจะเป็นข้าวมันไก่ ที่จะมีลักษณะเฉพาะในการปั้นข้าวเป็นก้อนๆ (แต่ขอบอกจากใจจริงครับ ว่ารสชาติไม่โดนใจผมเลย คริคริ) Asam Fish Head Curry หรือ ลอดช่องสิงคโปร์ Ice Cendol (ยังมีอีกหลายอย่างน่ะคร้าบ แต่ที่ผมได้ชิมก็แค่นี้ครับ)

มะละกาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ในปี 2551 โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นจุดเด่นเริ่มต้นที่ เรดสแควร์ บริเวณที่ตึกโดยรอบจะเป็นสีแดง สถานที่บริเวณนี้ในอดีตเป็นศูนย์กลางชุมชนของชาวฮอลันดา ใจกลางลานจัตุรัสจะมีน้ำพุแบบอังกฤษซึ่งสร้างถวายแด่พระราชินีอลิซาเบธในปี 1904 นอกนั้นจะมี โบสถ์คริสต์ หอนาฬิกา และอาคารสตัดธิวห์ (Stadhuys) ซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและวรรณคดีของมะละกา

จากจัตุรัสแดงเราจะเดินชมเมืองไปเรื่อยๆจนถึงป้อม A’Famosa หรือจะนั่งสามล้อถีบ( Trishaw )ที่ตกแต่งสีสันได้จับใจแถมเปิดเพลงคลอระหว่างปั่นพานักท่องเที่ยวชมเมืองก็ดูจะเพลินดี A Famosa เป็นป้อมเก่าแก่ที่โปรตุเกสสร้างไว้เมื่อครั้งเข้ามาปกครองดินแดนมะละกา ป้อมเก่าแก่แห่งนี้ปัจจุบันเหลือเพียงประตูป้อม Porta De Santiago ที่ยังคงยืนหยัดอยู่

จากประตูป้อมจะมีทางเดินขึ้นไปยัง St.Paul’s Hill ซึ่งบนยอดเขาจะมีโบสถ์ St.Paul ซึ่งสร้างขึ้นโดยกัปตัน Duarte Coelho ในปี 1951 โดยมีชื่อเรียกว่า “Our lady of the Hill” จนกระทั่งในปี 1641 เมื่อดัตช์ได้เข้ามาปกครองมะละกาแทนโปรตุเกสก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น St.paul’s Church และใช้งานกว่า 112 ปี ก่อนที่ Christ Church (โบสถ์แดง) สร้างเสร็จในปี 1753 หลังการเข้ามายึดครองของอังกฤษได้มีการสร้างประภาคารขึ้นมาและใช้งานโบสถ์ดังกล่าวเป็นโกดังในการจัดเก็บอาวุธ จนในที่สุดโบสถ์ได้ถูกปล่อยให้ทิ้งร้าง จนปัจจุบันถือว่าเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ของเมืองมะละกา

มาถึงมะละกาถ้าไม่เอ่ยถึง Jonker Street คงไม่ได้ บริเวณนี้ถือว่าเป็นใจกลางของไชน่าทาวน์ในมะละกา สมัยก่อนถนนสายนี้จะมีร้านขายของเก่า ของโบราณเป็นจำนวนมากแต่ปัจจุบันได้กลายสภาพมาเป็นร้านขายเสื้อผ้า ของที่ระลึก และร้านอาหารเป็นส่วนใหญ่ ทุกคืนวันศุกร์ เสาร์ จะมีการปิดถนนและเปิดเป็นถนนคนเดินให้นักท่องเที่ยวได้เดินช็อปชิมกันอย่างเพลิดเพลิน

มะละกาจัดเป็นเมืองหนึ่งที่มีเสน่ห์ในมาเลเซีย ด้วยการผสมผสานทางสถาปัตยกรรมของศิลปะฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก รวมทั้งเสน่ห์ของอาหารการกินที่มีหลายเมนูให้ชวนชิม เดินทางจากกัวลาลัมเปอร์โดยรถส่วนตัวก็ประมาณสองชั่วโมง ถ้าเป็นรถบัสก็สองชั่วโมงครึ่ง แถมยังสามารถเดินทางมาโดยง่ายจากสิงคโปร์เช่นกันครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s